ทำอย่างไร
เมื่อ FACEBOOK ลด REACH

เนื่องจากปัญหาการลด Reach ของ Facebook ทำให้ต้องมีการปรับตัวในหมู่ผู้ค้าที่ใช้ Facebook เป็นสื่อกลาง แล้วจะทำอย่างไรกับสิ่งที่เปลี่ยนไปเหล่านี้ คุณสิทธินันท์ พลวิสุทธ์ศักดิ์ และ คุณอรวี สมิทธิผล จาก content shifu จึงหยิบเอาประเด็นนี้มาพูดคุยและร่วมแบ่งปันวิธีการเอาตัวรอดบนเวที Entrepreneur Stage ในงาน Creative Talk Conference 2018 ที่ผ่านมา

 

คุณอรวี สมิทธิผล

สิ่งแรกที่ต้องทำ คือ ทำใจ และยอมรับว่ามันเป็นตามนี้ ด้วยเพราะแต่แรก Mission Statement เป็นไปเพื่อเพื่อนและครอบครัวอยู่แล้วไม่ใช่การค้า ดังนั้น สิ่งที่ต้องทำต่อไป คือ ปรับตัวทั้ง on Facebook และ off Facebook

On Facebook ต้องเท่าทัน Facebook

ในส่วนของ on Facebook มีสิ่งที่ต้องรู้ 2 เรื่อง เรื่องแรก คือ Purposeful Use of Facebook Page ทำยังไงให้ใช้เพจได้อย่างมีประสิทธิภาพ และประเด็นที่สอง คือ Adopt the alternative in Facebook ผลิตภัณฑ์ตัวไหนของ Facebook ที่เราควรไปศึกษา รวมถึงมีสิ่งที่จะต้องทำ 3 อย่างคือ Make it right, make it more creative, More it more technical

  • Make It Right หมายถึง การปรับตัวให้เหมาะสมกับพื้นฐานที่ Algorithm ของ Facebook เสมอ และกรณีศึกษาที่ยกมาเป็นตัวอย่าง คือ ในเวลานี้ Facebook ประกาศว่า จะไม่สนับสนุนโพสต์ในลักษณะแบบเรียก engage อีกแล้ว เนื่องจากจริงๆ แล้วแก่นสารไม่ได้มีประโยชน์ต่อผู้ใช้จริง ดังนั้น เราจะต้องอัพเดทตลอดว่าอะไรคือ Algorithm ที่ Facebook สนับสนุนหรือเลิกสนับสนุน
  • Make It More Creative หรือการเพิ่มความครีเอทีฟในการสร้างสรรค์เนื้อหาด้วย Tools แนะนำ คือ Dynamic Creative ที่จะช่วยเขียนแคปชั่นและจับคู่กับภาพ ออกมาหลากหลายรูปแบบ เช่น 5 ภาพ 3 แคปชั่น Facebook จะทำออกมาทั้งหมด 15 แบบและยิงออกไป หลังจากนั้นจะสามารถดูยอดการเข้าถึงและความชอบของกลุ่มเป้าหมายได้ ไม่ต้องเสียเวลาและทุนจำนวนมาก
  • Make It More Technical เพราะ Facebook ไม่ได้มีดีแค่มีจำนวน User มหาศาล แต่เป็นแพลตฟอร์มที่ฉลาดและค่อยๆ มีเทคนิคมากขึ้นเรื่อยๆ อรวีจึงแนะนำ Tools ง่ายๆ ที่ควรจะทำเป็นและเหมาะสมต่อการทำงานการตลาดหลายตัว ได้แก่ Pixel ซึ่งเป็นเครื่องมือให้ Facebook สร้างโค้ดออกมา แล้วนำโค้ดไปติดตั้งในเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน หลังจากนั้นจะสามารถติดตามได้ว่า ใครเคยเข้าเว็บไซต์ของเราบ้าง จะช่วยให้เราตามหาและทราบข้อมูลลูกค้าได้ ต่อมา คือ Custom Audience จะช่วยเราจำกัดกลุ่มเป้าหมายให้ชัดเจน ตรงกลุ่มมากขึ้น เช่น เมื่อเราเก็บข้อมูลของลูกค้าเป็น อีเมลลิสต์ หลังจากนั้นเราอัพเดตอีเมลลิสต์ขึ้นในบน Facebook และกำหนดกลุ่มคนในอีเมลนั้นเป็นกลุ่มเป้าหมายและติดตามคนกลุ่มนั้นเป็นพิเศษ นอกจากนั้นยังสามารถใช้ร่วมกับ Pixel ให้กำหนดบุคคลที่เคยเข้าเว็บไซต์ให้เป็นกลุ่มเป้าหมายติดตามพิเศษได้อีกด้วย
คุณสิทธินันท์ พลวิสุทธ์ศักดิ์

นอกจากนั้นยังมี Lookalike ที่ใช้ตามหากลุ่มเป้าหมายที่ไม่ได้กดไลค์ แต่มีโปรไฟล์ใกล้เคียงกับคนที่กดไลค์เพจของเราและมีโอกาสที่จะมาเป็นแฟนของ ต่อมา คือ Automated Rule ช่วยควบคุมแอดและปริมาณการจ่ายเงิน โดยจะส่ง Notification มาให้เมื่อถึงยอดที่กำหนด และยังสามารถตั้งเตือนให้ปิด Adverts, Adsets หรือ Campaigns ได้ ปรับ Budget ขึ้นหรือลงได้ พร้อมทั้งสามารถปรับ Manual Bid ขึ้นหรือลงได้ด้วย ช่วยทำการตลาดได้มีประสิทธิภาพขึ้น

รวมไปถึงเครื่องมือใหม่อย่าง Facebook Analytic ที่สามารถใช้เมื่ออยากรู้ข้อมูลของบุคคลอย่างลึกและละเอียด โดยสามารถทราบอายุ อาชีพ รวมถึงข้อมูลเบื้องต้นได้อย่างชัดเจน ตลอดขั้นตอนการทำการตลาดทุกขั้นตอน Facebook มี Funnel ที่เหมาะสมให้เราได้ใช้ฟรีๆ ได้แก่ ยินดีที่ไม่รู้จัก (การสร้างความตระหนักรู้) มีเครื่องมืออย่าง Lookalike, Interest และ Facebook Group ในขั้นตอนเริ่มรู้จัก ก็มีเครื่องมืออย่าง Posts และ Re-targeting ไปจนถึงขั้นตอนการสร้างความสนใจ Facebook ก็มีเครื่องมืออย่าง Shop, Lead Ad และ Landing Page และแม้แต่ขั้นตอนสุดท้ายอย่างขั้นตอนการตัดสินใจก็มีเครื่องมืออย่าง Messenger, Lead Ad และ Checkout Page เป็นต้น

Chat and Group ไม่ใหม่ แต่ต้องใช้ให้เป็น

หลังจากแนะนำ 3 สิ่งที่ควรต้องทำและรู้เกี่ยวกับการทำการตลาดผ่าน facebook และเครื่องมือของ Facebook แล้วนั้น คุณอรวีได้แนะนำ แชท และ กรุ๊ป ของ Facebook ว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์อย่างมา เพราะตอนนี้เองก็มีตัวช่วยจัดการการแชทที่มาผูกกับ Facebook Messenger อย่าง Chatfuel และ ManyChat เพื่อให้สามารถตั้งค่าบอทเพื่อการพูดคุยกับลูกเพจ สามารถตั้งข้อความได้เหมือนไลน์แอด และสามารถกำหนดข้อความแบบออโต้และแมนนวลได้

และล่าสุดกรุ๊ป (Group) มีฟีเจอร์เยอะขึ้นมาก เช่น สามารถลิงก์กับเพจได้ สามารถตั้งให้มีผู้ดูแลหลายคน มีการตั้งโพสพิเศษอย่างโพล กรุ๊ปแชท และสามารถตั้งแบบฟอร์มแรกเข้าได้ซึ่งมีประโยชน์กับนักการตลาดมาก เพราะทำให้สามารถเก็บข้อมูลของคนที่ตรงกับความต้องการของเราได้

Off Facebook ถ้าตะกร้าอย่าง Facebook แตก เราจะต้องรอด

ต่อจากขั้นตอนบน Facebook แล้ว คุณสิทธินันท์ยังได้อธิบายถึงเหตุผลที่ต้องทำ Off Facebook ว่า Never put all eggs in one basket เพราะยังมีอีกหลายตัวเลือกที่นำมาใช้รวมกับ Facebook ได้อย่างมีประสิทธิภาพและช่วยเสริมความมั่นคง อย่าง Social Media ต่างๆ โดยตัวที่ค่อนข้างเหมาะและมีใช้อย่างแพร่หลายในไทย เช่น ไลน์ ยูทูป อินสตาแกรม ลิงก์อิน ทวิตเตอร์ พันทิป เป็นต้น หรือว่าจะเป็น Marketplace ต่างๆ อย่าง Lazada และ Shopee รวมไปถึงการมี Website ของตนเอง

การใช้ Social Media ค่อนข้างมีหลากหลายให้เลือกและค่อนข้างแพร่หลายในไทย โดยวิธีเลือกใช้ Social Media นั้นมี 2 ข้อ ได้แก่ หนึ่ง เลือกให้เหมาะกับรูปแบบธุรกิจ เช่น ธุรกิจแฟชั่นเหมาะกับอินสตาแกรมมากกว่า แต่ไม่เหมาะกับ Linkedin เพราะเหมาะสมหรับมืออาชีพมากกว่า แต่ธุรกิจ B2B เหมาะสมกับ Linkedin และ สอง ดูว่ามีแรงทำแค่ไหน ทั้งแรงเงินและแรงงาน

แนะนำ Tools สำหรับช่วยจัดการ Social Media อย่าง Buffer ซึ่งเป็นเครื่องมือที่จะช่วยเผยแพร่เนื้อหาผ่าน Social Media ได้ 6 ตัว สามารถตั้งเวลาโพสต์ได้  ใช้งานง่าย เริ่มต้นใช้งานได้ฟรี แต่ฟีเจอร์ไม่เยอะ ถ้าอยากได้ฟีเจอร์มากขึ้น คือ Hootsuite เนื่องจากสามารถตอบเมนชั่นได้ สอดส่องได้ แต่อาจจะใช้งานยากและหากต้องการเพิ่มประสิทธิภาพ ค่าใช้จ่ายจะค่อนข้างสูง

ต่อจากนั้นอีกหนึ่งช่องทางที่สามารถใช้ควบคู่กับ Facebook คือ Marketplace ต่างๆ อย่าง Shopee Lazada 11Street แม้ผู้ใช้อาจจะพบปัญหาเดียวกันอย่างการจัดการที่ค่อนข้างยุ่งยาก แต่ถ้ามีเครื่องมืออย่าง X Commerce จะสามารถจัดการการขายของออนไลน์ได้ง่ายขึ้น และควรใช้ Website ควบคู่ไปด้วย เนื่องจากเว็บไซต์มีสถานะเป็นอสังหาริมทรัพย์บนโลกออนไลน์ ยิ่งดูแลดีคุณภาพจะมากขึ้น ราคามากขึ้น และสามารถปรับแต่งได้ตามใจ เลือกได้ตามความเหมาะสม แต่ข้อที่สำคัญที่สุด คือ จะถูกค้นเจอบน Search Engine แบบที่มีพลังมากกว่าบน social media

ข้อมูลคือพลังอำนาจ

นอกจากนั้นสิ่งที่ควรทำต่อไปหลังมี Social Media Marketplace และ Website  คือ การเก็บข้อมูล เนื่องจากข้อมูลคือพลังอำนาจ ใครเป็นเจ้าของข้อมูลจะเป็นเจ้าของพลังอำนาจ ถ้าหากต้องการข้อมูลในเบื้องต้นเพื่อนำมาทำการตลาดต่อ หลักการได้ข้อมูลที่ง่าย คือ การยื่นหมูยื่นแมว เช่น มอบ Ebook ให้ฟรีเพื่อแลกชื่อ อีเมล บริษัท ตำแหน่ง เป็นต้น

Tools ในการเก็บข้อมูลที่แนะนำ ได้แก่ Google From หรือ Facebook Lead Ad นอกจากนั้นในระดับที่สูงขึ้น คือ Landingpage อย่าง Instapage หรือ Landingi เป็นต้น

สรุปง่ายๆ ว่า Facebook ยังเป็นหนึ่งใน Digital Platform ที่ทรงพลังที่สุด ทุกคนต้องใช้ แต่ต้องเรียนรู้ที่จะใช้ให้เป็น และ Page มีผลิตภัณฑ์พื้นฐานที่ควรต้องมีและใช้ให้เป็นทั้ง Messenger และ Group เพื่ออนาคต นอกจากนั้นอย่าวางไข่ไว้ในตะกร้าใบเดียวและถ้าเป็นไปได้ให้สร้างเว็บไซต์และข้อมูลคือพลังอำนาจ ดังนั้น จะต้องให้ความสำคัญ

 

สามารถชมวิดีโอย้อนหลังได้ที่ คลิก

 

close

ฟรี eBook 10 เทคนิคแต่งบ้านให้ดูหรู โดยที่ไม่ต้องจ่ายแพงเกินไป

(เหมาะสำหรับเจ้าของบ้านมือใหม่!)

%d bloggers like this: